‘กาบหอยแครงปากแดง’ ไม้กินแมลง มีไว้อุ่นใจปลอดภัยจากยุง

Soft-mouthed cocklepic

‘พืช’ จัดเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่ง ไม่อาจเคลื่อนที่ได้ เพราะฉะนั้นการเจริญเติบโตของพืช จำเป็นต้องอาศัยสารอาหารจากดินเป็นหลัก เพราะฉะนั้นแน่นอนว่าเมือพืชขาดแร่ธาตุ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่รอดได้ หากแต่พืชบางชนิดก็ทดแทนสิ่งที่ขาดไป ด้วยการจับสัตว์มาเป็นอาหาร เช่น ‘กาบหอยแครงปากแดง’ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นต้นไม้กินแมลง และเป็นที่รู้จักกันดีอีกประเภทหนึ่ง สำหรับต้นไม้ประเภทนี้จะนำไนโตรเจนที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต มาย่อยสลายเพื่อสร้างโปรตีนให้แก่ตัวเอง

‘กาบหอยแครงปากแดง’ ปลูกไว้ช่วยกินยุง

‘กาบหอยแครง’ มีกาบขึ้นอยู่เหนือดิน บริเวณปลายกาบมีซี่แหลมแบบฟันปลา 15-20 ซี่ โดยในแต่ละซี่มีการผลิตน้ำหวานเอาไว้ดักจับแมลง มีขนขึ้นด้านใน บริเวณกาบจะตายเมื่อจับเหยื่อได้ประมาณ 7-10 ครั้ง ส่วนใบมีรูปร่างคล้ายหัวใจ ออกดอกสีขาว , แดง และแสด เจริญเติบโตได้ดีในดินซึ่งผสมขุยมะพร้าวสับ แนะนำว่าควรปลูกให้รากจมน้ำลงไปครึ่งหนึ่ง ชอบอากาศที่มีความอบอุ่น อีกทั้งยังต้องการแสงแดดระดับปานกลาง ไม่ต้องการน้ำมาก ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด เนื่องจากจะทำให้รากไหม้

‘กาบหอยแครงปากแดง’ กินเหยื่อตอนไหน ?

สำหรับใบของต้นกาบหอยแครงจะมี ‘ขน’ ออกมาช่วยในการรับสัมผัส ต่อมาเมื่อมีแมลงมาสัมผัสกับขน ถ้าได้รับการกระตุ้นมากกว่า 1 ครั้ง ใบทั้ง 2 ก็จะหุบเข้าหากันทันที ซึ่งเป็นการตะครุบเหยื่อ ตามปกติแล้วจะใช้เวลาย่อยประมาณ 3-10 วัน นอกจากนี้ความพิเศษของ ‘ขน’ ยังตอบสนองต่อสิ่งที่สามารถเคลื่อนไหวได้เท่านั้น เพื่อเป็นการป้องกันการสูญเสียพลังงานไปกับสิ่งอื่นๆ เช่น หยดน้ำฝน หรือสิ่งแปลกปลอมอย่างอื่น เป็นต้น

ทำไมเป็น ต้นไม้แล้วถึงต้องกินสัตว์ ?

อันเนื่องมาจากวิวัฒนาการให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่ไม่อุดมสมบูรณ์ เช่น การขาดแร่ธาตุหลักในดิน ทำให้ต้นไม้จำเป็นต้องกินสัตว์เพื่อชดเชยในส่วนที่ขาดไปเพื่อความอยู่รอด นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงใบให้สามารถล่าเหยื่อที่เป็นสิ่งมีชีวิตได้ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มแร่ธาตุไนโตรเจนให้แก่ตัวเองได้ และความพิเศษของใบนี้ก็ยังมาจากเซลล์ที่สามารถสร้างเอนไซม์ย่อยโปรตีนได้หลายชนิด

‘กาบหอยแครงปากแดง’ กินแมลง อย่างเอร็ดอร่อย

สำหรับปฏิกิริยาเมื่อมีอะไรก็ตามตกลงไปในกาบ ฝาใบจะรีบปิด หากแต่จะไม่แน่นมาก เมื่อไม่มีการกระตุ้นจากการขยับเขยื้อน หลังจากนั้นต้นไม้ก็จะคายทิ้งออกมาไม่ยอมย่อย และถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา ก็จะเป็นการตัดวงจรชีวิตของต้นไม้ เนื่องจากใบสามารถเปิด – ปิด เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น และความเร็วของฝาใบก็ขึ้นอยู่กับอายุ , สภาพอากาศ รวมทั้งความแข็งแรง